Beginning a new chapter

26 06 2008

ในช่วงชีวิตหนึ่งของมนุษย์เรา เราก็จะได้ผ่านพบเจอกับผู้คนมากมายและมีโอกาสได้สร้างความสัมพันธ์กับคนหลายคน ไม่ว่าจะเป็นในฐานะเพื่อน ครอบครัว คนรัก แต่มันจะมีอยู่เพียงไม่กี่ความสัมพันธ์ที่เราจะสามารถรักษาเอาไว้ได้จนตลอดชีวิต คนรักก็เป็นหนึ่งในความสัมพันธ์เหล่านั้น บางคนโชคดีได้มีโอกาสใช้ชีวิตไปด้วยกันไปจนตลอดชีวิต บางคนโชคร้ายที่ต้องเลิกรากันไป ไม่สามารถจะไปด้วยกันจนตลอดรอดฝั่งดังที่หวังไว้ โดยมากแล้วสาเหตุมักจะเกิดจากความไม่เข้าใจกันและการนอกใจ สองข้อนี้เป็นสาเหตุหลักๆ ที่สามารถเกิดขึ้นได้กันคนทุกวัยและไม่จำกัดว่าจะคบกันมานานแค่ไหน สองข้อนี้ ถึงจะไม่ค่อยเกี่ยวกันเท่าไหร่แต่ทั้งสองเป็นผลจากความจริงง่ายๆว่า ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง มันก็เป็นมนุษย์ด้วยกันทั้งคู่ ซึ่งมนุษย์เป็นสิ่งไม่เที่ยง ย่อมเปลี่ยนไปตามกาล

มาลองดูกัน เริ่มจากาสาเหตุหลักอันแรก “ความไม่เข้าใจกัน” จากแรกเริ่มรักกัน ทุกอย่างก็สวยงามสวยหรู ชี้ไม้เป็นนก ชี้นกเป็นไม้ ทำอะไรก็ไม่เคยขัด สร้างภาพเข้าหากัน จะกระทั่งเมื่อช่วงเวลาโปรโมชั่นหมดลง สันดานเริ่มออก ทุกสิ่งเริ่มเปลี่ยน คู่รักที่ปรับตัวเข้าหากันไม่ทัน ยึดติดกับภาพลักษณ์ในตอนแรก ก็จะเริ่มแตกระแหงเพราะ เวลานิสัยเปลี่ยนมันไม่ได้เปลี่ยนแบบขาวเป็นดำ มันค่อยๆไล่โทนของมันไป ถ้าหากไม่คอยสังเกตุซึ่งกันและกัน คอยพูดกับ ค่อยๆปรับตัวเข้าหากัน เอาแต่คิดว่า ไม่ต้องพูดไม่ต้องบอก ถ้ามันรักเราจริง มันก็คงเปลี่ยนให้เราเอง ขอบอกว่า “ฝันไปเถอะ” นิสัยคนเปลี่ยนยากซะยิ่งกว่าอะไร ขนาดบอกมันยังไม่ค่อยจะเปลี่ยนเลย ถึงจะรักกันจริงก็เหอะ คึย์เวิร์ดสำคัญไม่ใช่ “เปลี่ยน” แต่เป็น “ปรับ” ไม่ใช้ให้วิ่งไปหา แต่เป็นเดินเข้าไปหากัน เมื่อเห็นสิ่งไหนไม่ถูกใจ ก็ควรจะรีบบอก ไม่ใช้รอให้มันเกิดเรื่องค่อยมาพูดกัน จะเอาเวลาที่ไหนมา “ปรับ” ถึงทำได้ก็สายเกินแกง ไม่ทันกินหรอก

สาเหตุหลักที่สอง “นอกใจ” ข้อนี้เป็นธรรมชาติของโลก ของใหม่ย่อมดีกว่าของเก่า จะหล่อกว่า สวยกว่า เอาใจเก่งกว่า ก็ว่าไป แต่ว่ามันดีกว่าจริงหรือ? คนเราดูภายนอกผิวเผินมันมองกันไม่ออกหรอก ช่วงโปรโมชั่นมันก็ดีหมดแหละ เปรียบเหมือนโปรมือถือ ดูผิวเผินมันก็ดี แต่ลองมาคิดถึงตอนเราโทรนอกโปรดิ มันก็ไม่ได้ถูกอย่างที่โฆษณาซะหน่อย แล้วมันจะคุ้มที่เราเปลี่ยนไปใช้โปรอันใหม่เหรอ อันนี้ก็ต้องพิจารณากันไปว่าคุ้มไม่คุ้ม

จะบอกว่าตอนนี้ชีวิตของปิ๊กเริ่มเข้าสู่บทใหม่แล้ว เป็นบทที่มีแต่ชื่อหญิงเขียนเอาไว้ทุกหน้า แล้วปิ๊กก็อยากให้มันเป็นอย่างนี้ตลอดไปจนจบเล่ม ถึงแม้ว่าเรื่องของเรามันจะเริ่มขึ้นเร็วจนน่ากลัวแต่ไม่ได้หมายความว่ามันจะจบลงอย่างเร็วเหมือนตอนเริ่มต้น ปิ๊กจะทำทุกๆอย่างให้ชื่อของเราเขียนอยู่ด้วยกันจนจบเล่ม ขอให้เชื่อในตัวปิ๊กก็แล้วกันว่าปิ๊กจะเป็นผู้ชายที่ทำให้หญิงมีความสุขได้ สำหรับคนอื่นที่เข้ามาอ่าน ก็ขอประกาศไว้ ณ ที่นี้ละกัน ว่ากูหยุดแล้วที่ผู้หญิงคนนี้





A little different perspectives

21 06 2008

วันนี้อยากพูดถึงเรื่องมุมมองของคนซะหน่อย เรื่องของเรื่องคือว่าวันก่อน (เมื่อนานมาแล้ว) ที่ร้านอาหารที่ทำงานอยู่เค้าทำซุปให้คนในร้านกินกัน แล้วอยู่ๆก็มีออเดอร์ take away มาเต็มไปหมด ทีนี้งานมันก็ยุ่งใช่ป่ะ ก็เลยคิดว่าคงไม่มีเวลามาตักซุปแน่ เลยไปหยิบแก้วใสมาใบนึง แล้วก็เอาซุปเทลงไป จะได้กินสบายๆ (ถ้ามีหลอดก็คงใส่ไปด้วยแล้ว) ยึนกินไปทำงานไป ทีนี้ก็มีพี่ที่เค้าทำงานข้างหน้าเดินมาเห็นเค้าก็แบบ “เฮ้ย ปิ๊ก ไมกินอย่างงี้อ่ะ” เราก็แบบงง แล้วทำไมไม่ได้อ่ะ แก้วก็เป็นภาชนะชนิดนึง ไม่ต่างอะไรกับถ้วยหรือจาน ทำไมจะมาใส่อาหารไม่ได้? มันก็แค่ไม่ค่อยมีคนทำเท่านั้นเอง แต่ว่ามัน effective มากเลยนะ ไม่ต้องใช้สองมือด้วย แถมแก้วก็เอาไว้ใส่น้ำไม่ใช่เหรอ หรือว่ามันใช้งานผิดประเภทไปวะ? แปลกดีนะ คนนึงมองเป็นสิ่งผิดธรรมดา แต่อีกคนมองถึงการใช้สอย แล้วจริงๆแก้วมันต้องใช้ทำไรวะเนี่ย??





Red bull คนจน

4 05 2008

เรื่องของเรื่องคือว่า วันก่อนฝันประหลาดมาก ในฝันกำลังวิ่งแข่งมาราธอนอยู่ (รายการใหนซักอันเนี่ยแหละแต่คาดว่าน่าจะเป็นเทิดพระเกียรตื) เหนื่อยมาก จะตาย หายใจไม่ทัน ทันใดนั้นเอง ชัชวาลชักขวดกระทิงแดงขึ้นมาชูใว้ในมือขวา แล้วตะโกนสุดเสียงว่า “ในหลวงงงงงงงงงงงงงงง!!!!” ปาติหารย์ก่อกำเนิด เลือดลมสูบฉีด อาการเหนื่อยหายในทันใด แล้วก็ใส่ตีนหมา วิ่งเข้าเส้นชัยไป…

ไม่รู้ว่ามาได้ไงฝันนี้ แต่คิดว่าน่าจากข่าวไอ้เวรที่โดนจับเรื่องไม่ยืนในโรงหนัง บวกกับความที่เป็นคนชอบกินกระทิงแดง เอามามั่วๆกัน -_-”

ขอออกตัวก่อนเลย คนที่กำลังคิดว่า “โหย กินกระทิงแดง ถ่อยว่ะ กรรมกร” ขอบอกเลยว่า กระทิงแดงมันก็ไม่ต่างไรไปจากกินกาแฟหรอก สารอาหารเท่าๆกัน แย่หน่อยก็แค่น้ำตาลมากกว่า แต่กินแล้วตื่นเร็วกว่าเป็นเท่าตัว ไอ้ที่คิดว่ามันถ่อยอ่ะ พวกคุณน่ะไปฟังเค้าพูดมาปากต่อปากแล้วเอามาคิดไปเอง

ส่วนเรื่องไอ้คนที่มันไม่ยอมยืนในโรงหนังเวลาเพลงสรรเสริญขึ้นเนี่ย ผมก็เข้าใจว่าคุณอ่ะมีสิทธิ จะทำอะไรตามใจตัวเองเนี่ยมันไม่ผิดหรอก กล้าคิดกล้าทำอ่ะมันดี น่าส่งเสริม แต่ว่าถ้ากล้าในสิ่งที่มันไม่สร้างสรรค์เนี่ย มันไม่ดีหรอกนะ จะออกไปทางดูโง่ที่ไม่รู้จักกาละเทศะด้วย มีบางคนมาโจมตีบอก “เฮ้ย สถาบันพระมหากษัตริย์ จะมีไปทำไม เหมือนไหว้เจ้าปลอม” อยากให้สำเหนียกไว้ว่า เจ้าปลอมที่คุณโจมตีเนี่ย อาจมีส่วนที่ทำให้คุณไม่ต้องมาเป็นทาสผมก็ได้นะ ลองนึกดินึก ว่าใครทำให้ระบอบทาสหมดไปจากไทย ไม่งั้นตอนนี้คุณอาจจะต้องมานวดตีนผมแทนที่จะมานั่งเล่นเน็ทก็ได้นะ





Friendship (everywhere)

21 04 2008

ไม่มีอะไรเป็นพิเศษครับวันนี้ แค่อยากจะโชว์ความเฉิ่มของตัวเองครับว่า ชัชวาลเอาอึกแล้วครับพี่น้อง มันหลงทางอีกแล้ว อยู่ Melbourne มา 1 ปี มันยังจำทางไม่ได้ แยกกับเพื่อนได้ 3 นาทีป้าบบ หลงปุ๊บ ไปสถานีรถไฟไม่ถูก ยัง..เท่านั้นยังไม่พอมันยังโง่ไม่เอาโทรศัพท์ออกจากบ้านอีก ซวยสิครับ ไปไม่ถูก โทรหาใครก็ไม่ได้ ยืนมึนอยู่แถวๆ Melbourne Museum ด่าทอตัวเอง “ไมมึงโง่งี้ว้า” ทันใดนั้นก็มีเสียงสวรรค์มาจากด้านหลัง ภาษาไทยครับ เป็นเสียงผู้หญิงสองคนคุยกัน คิดในใจ “เอาวะ…โดนหาว่าโง่ก็ช่างละ ดีกว่ากลับบ้านไม่ได้ ไงก็ไม่มีไรจะเสียอยู่แล้ว” ก็เลยหันไป “เอ่อ…โทดนะคับ…สถานี Parliament ไปทางไหนรู้มั้ยครับ?” สองสาวทำหน้าตกใจ “อ่าว…คนไทยเหรอ!!” ก็คิดในใจ “กูหน้าออสซี่เหรอวะเนี่ย?” หนึ่งในนั้นก็บอกว่า “เราไม่ใช่คนแถวนี้อ่ะ” (ภายหลังสืบได้ว่ามาจาก Canberra แค่มาเที่ยวไม่กี่วัน)  สามคำผุดขึ้นมาในหัว “ชิบหายละ” สาวพูดต่อ “แต่เรามีแผนที่” โอ พระเจ้า เธอช่างมีน้ำใจ (ถ้าเป็นคนไทยคนอื่นคงบอกไม่รู้แล้วก็จบกัน) อย่ากระนั้นเลย หยิบแผนที่ขี้นมากางในบัดดล ลืมบอกไปว่า นอกจากชัชวาลจะโง่เรื่องการเดินทางแล้ว มันยังอ่านแผนที่ไม่เป็นอีกด้วย และก็คงเป็นลิขิตฟ้าให้มาเจอคนแบบเดียวกัน สามคนหาไม่เจอครับว่าตัวเองอยู่ตรงไหน!! ไปไม่ถูกครับพี่น้องครับ ชัชวาลเลยตัดบทเลย “งั้นจะไปไหนกันอ่ะครับ แถวที่จะไปมีสถานีรถไฟมั้ย” สาวตอบ “ไม่มีอ่ะ รถไฟใต้ดินได้มั้ย” ชัชวาลก็ประมวลผลด้วยความเร็วประมาณเครื่องคอมสมัยพระเจ้าเหา ว่าไอ้รถใต้ดินเนื่ยคือ City Loop (ตอนแรกคิด “Melbourne มันมีใต้ดินด้วยเหรอวะ?”) ก็เลยเนียนไปกะเค้าด้วย ระหว่างทางก็โดนถากถางไป “อยู่มาได้ไงเนี่ย ปีนึงไปสถานีไม่ถูก” ก็ได้แต่ก้มหน้ามองพื้น เถียงไม่ขึ้น พยายามเปลี่ยนเรื่องแทนว่าสองสาวเป็นใครมาจากไหน เป็นลูกใคร อะไรก็ว่าไป สืบได้ว่าเป็นเด็กม.ช. มาแลกเปลี่ยนที่ Canberra  สี่เดือน แล้วก็มาเที่ยว Melbourne ช่วงเบรค คนนึงชื่อกวาง เป็นคนเชียงใหม่ อีกคนชื่อ จอย เป็นคนนคร (อะไรซักอย่างที่มันอยู่ภาคใต้อ่ะ) สองคนกำลังกลับที่พัก แล้วจะออกไปนั่งฟังเพลงต่อ เป็นการเดินทางที่ระทึกมาก ตลอดทางมีแต่คำว่า “น่าจะ, ใช่มั้ย” น่าหวั่นมากว่า สองคนนี้จะกลับถูกมั้ยเนี่ย แล้วกูจะได้กลับบ้านมั้ยเนี่ย แต่ตอนนั้น การกลับบ้านชักไม่ค่อยสำคัญแล้ว เพราะรู้สึกสองคนนี้ยิ่งคุยยิ่งหนุก ไปๆมา เนียนครับ ไปนั่นฟังเพลงกับเค้าเลยดีกว่า เพราะเริ่มคุ้นทางละ ระหว่างทางก็ถ่ายรูปไปเรื่อยเปื่อย จนไปถึง pub แห่งหนึ่ง กินเบียร์จนหมด ก็กลับฐาน แลกเบอร์+เมลล์ แล้วก็นั่งรถกลับบ้านโดยสงบ (ขออภัยที่ช่วงหลัง detail ชักหาย กูขี้เกียจแล้ว) เอาว่า สาระวันนี้คือ เพื่อนเนี่ย มันมีเกลื่อนถนนไปหมดแหละ คนเราถ้ามันจะได้รู้จักกัน เดี๋ยวมันก็มีเหตุให้ได้รู้จักกันเอง แต่หลังจากได้รู้จักกันแล้ว จะวางตัวยังไงที่จะทำให้มิตรภาพมันยั่งยืน เอาละจบข่าว…ไปนอนกันได้แล้ว ไป๊!!

ถ่ายไปตามทาง

คนนี้กวาง

ซ้ายกวางขวาจย

P.S. เด็กม.ช. เจ๋งไม่แพ้เด็กสเก็ตหาดใหญ่เลยละ สุดยอด!!!





Let there be light!!*

4 04 2008

Seem like god has punished me for my sins on April’s fools, because in the next day (2nd April) my suburb experienced a major electricity outage from 1:30 pm to 4 am of the next day. No train, no food, no MSN, no games, just sit there, talking to friends, playing with fire, and camera. Here are some of the photos

 

fire tiger

 whirl of fire

It was kinda fun, actually, but in the same time, lonely as hell.





วันเกิด

26 03 2008

ไหนๆก็เขียนแล้ว เอาอีกอันละกัน ^^วันเกิดเนี่ยนะใครๆต่างก็อยากจะให้มีคนมาส่งคอมเม้นใน hi5, ส่งข้อความมาบอกว่าแฮปปี้เบิร์ดเดย์นะแก หรือจะด้วยวิธีอะไรก็ว่าไป เอาเป็นว่าชอบหมด คำถามก็คือทำไมล่ะ? ทำไมถึงอยากให้เป็นอย่างนั้น? ก็ในเมื่อบางคนถามเท่าไหร่ก็ไม่ยอมบอกซักทีว่าอายุเท่าไหร่ แถมมีการบอก “เฮ้อ..แก่ขึ้นอีกปีแล้วนะเรา” แต่ก็ยังโมโหเวลาแฟนหรือเพื่อนลืมวันเกิด คำตอบง่ายๆอีกเช่นเดิม เพราะว่ามันเป็นการเช็คเรทติ้งของเราในสังคมน่ะสิ เป็นการเช็คว่าเราเป็นที่จดจำของเพื่อนๆ ของคนในสังคมที่เราอยู่มากน้อยแค่ไหน  ถ้าเราไปยึดมั่นถือมั่นกับตรงนั้น เราก็เป็นทุกข์น่ะสิ ทุกข์ที่ไม่มีคนให้ความสนใจเรา จนเราลืมมองไปว่าหน้าที่ของเราในสังคมนั้นๆคืออะไร ว่าหน้าที่ของเราคือการทำประโยชน์ให้สังคม การช่วยเหลือเพื่อนเมื่อเค้าตกทุกข์ได้ยาก ถึงแม้ว่าเค้าจะไม่จดจำในสิ่งที่เราทำให้ แต่การได้เห็นเพื่อนหรือคนที่เรารักมีความสุขมันก็ทำให้เรามีความสุขได้แล้วนิ 

PS. ขอบคุณนะที่จำวันเกิดกันได้ทุกปี ดีใจมากๆที่เราได้เป็นเพื่อนกัน 





พอ??

26 03 2008

การที่จะตัดใจทำอะไรลงไปซักอย่างเนี่ยมันยากนะ มันเป็นการขัดใจตัวเองมากๆเลย ถึงแม้จะรู้ว่าขืนทำต่อไปมันก็คือการทำร้ายตัวเองชัดชัด ยกตัวอย่างเช่นการเลิกสูบบุหรี่ การลดน้ำหนัก การกินผักให้มากขึ้น หรือการจะเลิกกับใครซักคน!!?? 


สมมุติว่าเราคบกับใครซักคน เราอยู่กับเค้ามาน้านนาน เวลาดีๆมันก็เยอะ เวลาห่วยๆมันก็แยะ แต่เค้ามีนิสัยบางอย่างที่เรารับเค้าไม่ได้แต่เราก็อยากอยู่กับเค้าด้วยเหตุผลที่ว่า “ก็อยู่มาตั้งนานแล้ว จะเลิกกันมันก็เสียดายเวลาดีๆที่มีให้กัน”, “เดี๋ยวอะไรๆก็อาจจะดีขึ้น” และก็อาจจะด้วยเหตุผลนอกกายเช่น เค้ารวย, หล่อ, สวย, เก่งบนเตียง หรืออะไรอีกต่างๆนานาที่จะเอามาเพิ่มเติม เหตุผลพวกนี้มันเป็นกำแพงที่เราตั้งขึ้นมาเองทั้งนั้น เพราะอะไรน่ะเหรอคำตอบง่ายๆเลยว่า ก็เราไม่อยากเลิกไงละ เพราะคนเราเนี่ยขี้กลัว กลัวการเริ่มต้นใหม่ กลัวประวัติศาสตร์ซ้ำรอย มันไม่มีอะไรจะมารับประกันว่าคนใหม่เนี่ยมันจะดีกว่าคนเก่าหรืออย่างน้อยก็ดีเท่าหรอก แต่มันจะคุ้มแล้วหรือที่จะมาทนกับสิ่งที่ตัวเองรับไม่ได้เนี่ย คิดจริงๆเหรอว่าทุกอย่างมันจะดีขึ้น ถึงเบื้องหน้ามันจะยังมองไม่ชัด ลองเปิดใจตัวเองแล้วก้าวออกไป คนดีๆที่เข้ากับเราได้อาจจะรอเราอยู่ก็ได้




Different

25 03 2008

What is the meaning of living in a society? Is it just a game where people testing each other boundary, putting on masks and pretend to be nice to each other? Most of the people are happily and willingly to be a pawn in this game, conforming to the rules made by others in order to fit in this so called “society”.  Others, who choose not to follow the horde,  are branded as outcasts because… they are different.

The word “different”, in itself, is not a bad word nor having a bad meaning; however, it is often associated or use interchangeably with the word “strange”. Ironically, most of the greatest minds of our history, such as Einstein and Galileo were also called “strange” because they were “different”.





ความรู้สึก….

24 03 2008

มานั่งคิดๆดูว่าความรู้สึกเกลียดตัวเองที่เป็นอยู่ตอนนี้เนี่ยมันมาจากไหนกันหว่า มันมาจากการเห็นคนรอบข้างประสบความสำเร็จ แต่เราไม่เป็นอย่างเค้ารึเปล่า หรือว่ามันมาจากการที่เรารู้ว่ามันมีอะไรในตัวเราที่มันไม่ดี แต่เราแก้ไขมันไม่ได้ มันก็ไม่ใช่ซะทีเดียว มันเป็นความรู้สึกหลายๆ อย่างรวมๆกันที่มีบ่อเกิดจากความอยากได้ อยากมี อยากเป็น ที่เค้าเรียกกันว่า กิเลสและตัณหารึเปล่า? ยังหาต้นตอของมันไม่เจอ แล้วอย่างนี้ ในฐานะชาวพุทธคนนึงเนี่ยเราจะสามารถใช้วิถีพุทธเช่น อริยสัจ 4 มาช่วยชีวิตของเรายังไงในเมื่อมันมาตายอยู่ที่ สมุทัยเนี่ย…… 

ตอนนี้รู้อยู่ชัวร์ๆไม่กี่อย่าง ว่าชีวิตเราเดินทางอ้อมมาตลอดทั้งๆที่เวลาของเราก็ใกล้จะหมดลงทุกที, อยากเลิกบุหรี่สุดๆแต่ทำไม่ได้, เป็นคนโอเคกับการเป็นคนแพ้มาตลอดชีวิตแต่วันนี้กูอยากชนะมั่งแล้ว, ไม่ได้เป็นคน antisocial แต่ว่าเข้าสังคมไม่เก่ง, ไม่อยากเงียบหายไปในประวัติศาสตร์โดยที่ไม่มีคนจดจำ, ที่สำคัญที่สุดคือไม่อยากแก่ตายคนเดียว